วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

Gold Futures คือ

Gold Futures

คือ สัญญาซื้อขายราคาทองคำล่วงหน้า เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ เป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับลงทุนได้
ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคาทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถ
ขายก่อนซื้อได้ หรือซื้อก่อนขายได้ และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อทองแท่งจริง Gold Futures จึงเป็นทางเลือกที่
น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
มาตรวัดทองคำ

1
Troy ounce
31.1034768
กรัม
1
กิโลกรัม
32.150746
Troy Ounce
1
กิโลกรัม
65.59958
บาททองคำ
1
บาททองคำ
15.244
กรัม

หน่วยน้ำหนักของทองคำ
กรัม
ใช้เป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นหน่วยสากล
ทรอยออนซ์
ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย
บาท
ใช้ในประเทศไทย

ประโยชน์ของ Gold Futures

· ใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุน

· ใช้เก็งกำไร และป้องกันความเสี่ยง

· สามารถซื้อก่อนแล้วขาย หรือ ขายก่อนแล้วค่อยซื้อได้

· ไม่มีค่าเก็บรักษา เพราะชำระส่วนต่างเป็นเงินสดระหว่างราคาซื้อและราคาขาย (Cash Settlement)

· ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า การซื้อทองแท่ง ประมาณกว่า 10 เท่า

· ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ เนื่องจากมีสำนักหักบัญชี (TCH) เป็นตัวกลาง

· มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง

“ปัจจัยพื้นฐาน เป็นตัวบอกว่า ราคาจะไปทางไหน ส่วนปัจจัยเทคนิค จะบอกว่า จะเข้าซื้อ-ขายเมื่อไหร่”

ก่อนที่จะเข้าไปเทรด Gold Spot หรือ Gold Futures สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ คือ

การวิเคราะห์แนวโน้มของราคา

1.Fundamental Analysis

วิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐาน เช่น ข่าว, อุปสงค์-อุปทานขอวทองคำโลก, อัตราแลกเปลี่ยน

ของเงินสกุลสำคัญเช่น Euro Usd, ราคาน้ำมันดิบ, ภาวะสงคราม, ภาวะเศรษฐกิจโลก ฯลฯ

2.Technical Analysis วิเคราห์ทางเทคนิค จากแนวโน้ม แนวรับ แนวต้าน ซิกแนลต่าง ๆ เช่น chart, volume,

turnover, moving average, support, ฯลฯ

เงินเฟ้อ (Inflation) +
ความต้องการทองคำในตลาดโลก +
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ -
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ +
ราคาโลหะมีค่าอื่นๆ +

** หมายเหตุ + คือ เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน

- คือ เปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม

*** อาจมีบางครั้งที่ความสัมพันธ์ของราคาทองไม่เป็นไปตามความสัมพันธ์ข้างต้น เนื่องจากราคาทองถูกกระทบด้วยหลายปัจจัย

จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายๆเหตุผล เช่น บางครั้งราคาน้ำมันขึ้น แต่ราคาทองคำไม่ขึ้นตาม เนื่องจากปัจจัยด้านอื่นส่งผลกระทบ

มากกว่าราคาน้ำมัน เป็นต้น

ลักษณะของสัญญาล่วงหน้าทองคำ
1. สินทรัพย์อ้างอิง = ราคาทองคำบริสุทธิ์ 96.5% หนัก 50 บาท
2. เวลาดำเนินการ Pre-open: 9:15 - 9:45 เช้าเปิด: 9:45 - 12:30
Pre-open: 14:00 - 14:30 บ่ายเปิด: 14:30 - 16:55
3. Multiplier = ทองคำน้ำหนัก 50 บาท
4. เดือนหมดอายุ ทุกสิ้น 2 เดือน (เดือนคู่)
G = กุมภาพันธ์ Q = สิงหาคม
J = เมษายน V = ตุลาคม
M = มิถุนายน Z = ธันวาคม
5. Ticker size = 10 บาท (ราคาขยับทีละ 10 บาท)
6. ช่วงเปลี่ยนแปลงสูงสุดต่ำสุด = สูงสุดไม่เกิน +10%และต่ำสุดไม่เกิน -10%ของราคา Daily Settlement Price ของวันก่อนหน้า
7. Daily Settlement Price คือ ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักราคาฟิวเจอร์สของแต่ละseries ช่วง 5 นาทีสุดท้าย
8. Final Settlement Price คือ ราคา ที่ใช้ในการชำระในวันที่สัญญาหมดอายุ จะใช้ราคาLondon Gold a.m. Fixing Price ในวันซื้อขายสุดท้าย และใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ประกาศโดย TFEX ในวันซื้อขายสุดท้าย โดยสูตรที่ใช้คำนวณราคา final settlement price คือ
London Gold a.m. Fixing Price x THB/USD $ x 15.244/31.1035 x 0.965/0.995
หรือ London Gold A.M. Fix Price x THB/USD x 0.47532856139
9. วันซื้อขายสุดท้าย คือ วันทำการก่อนวันสุดท้ายของเดือนที่สัญญาหมดอายุ

ขั้นตอนการลงทุน

1. ศึกษาข้อมูล - ควรเข้าใจในปัจจัยต่างๆที่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ และควรทราบถึงกฎเกณฑ์การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโดย
ละเอียด เช่น กฎเกณฑ์การวางหลักประกัน, การคำนวณกำไรขาดทุน
2. เปิดบัญชี TFEX - เอกสารที่ใช้ประกอบการเปิดบัญชีได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน, สำเนาหน้าแรกของสมุดออมทรัพย์และรายการบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
3. ส่งคำสั่งซื้อขาย - หากมองราคาทองคำจะขึ้นในอนาคต ให้เปิด Long แต่หากมองว่าราคาทองคำจะลง ให้เปิด Short ซึ่งการส่งคำสั่งสามารถผ่านทางโทรศัพท์หรือทางอินเตอร์เน็ตก็ได้
4. Mark-to-Market - หลังจากมีการจับคู่สัญญาแล้ว ระบบจะมีการคำนวณกำไรขาดทุน ณ ทุกสิ้นวันให้ เพื่อให้นักลงทุนทราบถึงสถานะการลงทุนของตนเอง โดยในกรณีที่นักลงทุนมีหลักประกันเหลือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทางบริษัทจะแจ้งให้นักลงทุนปฏิบัติตามกฎระเบียบต่อไป
5. การปิดสถานะ - การปิดสถานะนั้นสามารถทำได้ตลอดเวลาในช่วงที่ตลาดล่วงหน้าเปิดทำการ หรือสามารถถือสถานะสัญญาล่วงหน้าไว้จนหมดอายุสัญญาก็ได้ วันทีหมดอายุ สัญญาจะถูกปิดอัตโนมัติ โดยใช้ราคา Final Settlement Price ในการคำนวณกำไรขาดทุน
ตัวอย่างการซื้อขาย หากปัจจุบันคือวันที่ 1 มีนาคม 2553 ราคาทองคำที่ซื้อขายและส่งมอบในปัจจุบันอยู่ที่บาทละ 18,000 บาท นาย A คาดว่าอีก 2 เดือนข้างหน้า ราคาทองจะปรับขึ้นเป็น 18,500 บาท จึงเข้าไปตรวจสอบราคาโกลด์ฟิวเจอร์สและพบว่าราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ครบกำหนด ส่งมอบเดือนเมษายน 2553 พบว่าซื้อขายอยู่ที่ 18,300 บาท *กำหนดให้ไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพื่อง่ายต่อการคำนวณ
ในมุมมองของนาย A คิด ว่าราคาโกลด์ฟิวเจอร์สต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น จึงตัดสินใจซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สครบกำหนดเดือนเมษายน ที่ราคา 18,300 บาท ทั้งนี้โบรกเกอร์กำหนดระดับหลักประกันขั้นต้นที่ 57,000 บาทต่อสัญญา และหลักประกันรักษาสภาพที่ 39,900 บาทต่อสัญญา (ในทางปฏิบัติระดับเงิน ประกันจะเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวน ของภาวะตลาด)


วันที่
รายการที่เกิดขึ้น
ราคา
ณ สิ้นวัน
เงินโอนส่วนกำไร / ขาดทุน *
เงินโอนเข้า / ถอนออก
ยอดเงินในบัญชี
หลักประกัน
1 มี.ค.
ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สที่ 18,300 บาท
57,000
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
18,380
4,000
61,000
2 มี.ค.
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
18,100
-14,000
47,000
3 มี.ค.
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
17,900
-10,000
37,000
4 มี.ค.
วางเงินประกันเพิ่มเติม
20,000
57,000
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
18,100
10,000
67,000
5 มี.ค.
ขายโกลด์ฟิวเจอร์สที่ 18,200 บาท
18,200
5,000
72,000
หมายเหตุ * โกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา มีมูลค่าเท่ากับทองคำน้ำหนัก 50 บาท
ดังนั้น เงินกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจึงเท่ากับ 50 เท่าของส่วนต่างราคา

วันที่ 1 มี.ค.ในวันที่ 1 นาย A ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์ส ที่ 18,300 บาท จำนวน 1 สัญญา พอสิ้นวัน โบรกเกอร์คำนวณกำไรขาดทุนในบัญชีของนาย A โดยใช้ราคาที่ใช้ ชำระราคา (Settlement Price) ซึ่งสำนักหักบัญชีจะประกาศให้ทราบทุกสิ้นวัน เท่ากับ 18,380 บาท นาย A จึงได้กำไรคิดเป็นเงิน 4,000 บาท (18,380 - 18,300) x 50 (โกลด์ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา มีมูลค่าเท่ากับทองคำน้ำหนัก 50 บาท) ดังนั้น โบรกเกอร์ก็จะโอนเงินกำไรนี้เข้าบัญชีของนาย A ทำให้ยอดเงินในบัญชี ของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 57,000 + 4,000 = 61,000 บาท
0
วันที่ 2 มี.ค.ในวันที่ 2 ราคา ณ สิ้นวัน เท่ากับ 18,100 บาท นาย A จึงขาดทุน (18,100 – 18,380) x 50 = -14,000 บาท เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โบรกเกอร์จึง โอนเงินออกจากบัญชีของนาย A ทำให้เงินประกันของนาย A ลดลงเหลือ 61,000 - 14,000 บาท = 47,000 บาท
วันที่ 3 มี.ค.ในวันที่ 3 ราคา ณ สิ้นวัน เท่ากับ 17,940 บาท นาย A จึงขาดทุน (17,900 – 18,100) x 50 = -10,000 บาท เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โบรกเกอร์จึง โอนเงินออกจากบัญชีของนาย A ทำให้เงินประกันของนาย A ลดลงเหลือ 47,000 - 10,000 = 37,000 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ (ที่ระดับ39,900 บาท) นาย A จึงต้องนำเงินไปวางในบัญชีเพิ่มให้เงินกลับไปที่ระดับ หลักประกันขั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง (ที่ระดับ 57,000 บาท) ดังนั้น นาย A ต้องวางเงินเพิ่ม 57,500 – 39,900 = 20,000 บาท
วันที่ 4 มี.ค.นาย A นำ เงินไปวางในบัญชีเพิ่มเติม 20,000 บาท เพื่อให้เงินกลับไปที่ระดับหลักประกันขั้นต้น และพอสิ้นวัน ราคาที่ใช้ชำระราคาเท่ากับ 18,100 ทำให้ นาย A ได้กำไร (18,100 - 17,900) x 50 = 10,000 บาท ทำให้ยอดเงินในบัญชีของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 57,500 + 10,000 = 67,000 บาท
วันที่ 5 มี.ค.นาย A มี ความคาดการณ์เปลี่ยนไป และต้องการปิดสถานะของสัญญา จึงส่งคำสั่งขายโกลด์ฟิวเจอร์สที่ราคา 18,200 บาท นาย A จึงได้กำไรเพิ่มขึ้นจาก วันก่อนหน้า (18,200 - 18,100) x 50 = 5, 000 บาท และได้เงินคืนรวมทั้งหมด 67,000 + 5,000 = 72,000 บาท
กำไร/ขาดทุนที่เกิดขึ้น
จากตัวอย่างข้างต้น นาย A ขาดทุนทั้งสิ้น
= ราคาขาย - ราคาซื้อ
= (18,200 - 18,300) * 50
= - 5,000 บาท

จะเห็นว่ามีค่าเท่ากับเงินกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการ Mark to Market ใน แต่ละวัน คือ 4,000 - 14,000 - 8,000 + 8,000 + 5,000 = - 5,000 (สำหรับ เงินจำนวน 20,000 บาท ที่ นาย A ถูกเรียกมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มเติม ไม่ใช่เงินส่วนกำไรขาดทุน จึงไม่นำมารวม)

ดังนั้น การ ปรับกำไรขาดทุนทุกสิ้นวันเป็น เสมือนกระบวนการที่นำกำไรขาดทุนทั้งก้อน มาแบ่งทยอยรับ ทยอยจ่ายในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนมีโอกาสติดตามสถานะและประเมินผลกำไรขาดทุนของตน ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ นาย A ไม่ต้องการปิดสถานะ ก่อนสัญญาครบกำหนดอายุ นาย A สามารถถือสัญญาไปจนสัญญาหมดอายุลง ซึ่งโบรกเกอร์ก็จะคำนวณกำไร ขาดทุนให้ นาย A ทุกวัน จนเมื่อถึงวันครบอายุสัญญา สัญญาก็จะปิดโดยอัตโนมัติ นาย A จะได้กำไรขาดทุน = (ราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย - ราคาที่ซื้อไว้) x 50 โดย นาย A ก็จะได้รับเงินที่วางไว้กับโบรกเกอร์คืนทั้งก้อน


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://goldspot.webs.com/bestindicator.htm